ฟรีเว็บบอร์ด | สร้างเว็บบอร์ดฟรี | บันทึกหน้านี้ | 30500 เข้าชม | 423 คะแนน | ให้คะแนน
::: ผู้สนับสนุน :::
>>> หมวดหมู่หลัก : ห้องความรู้ ม.1- ม.6 : : : หมวดหมู่ย่อย : ความรู้ <<<
หัวข้อกระทู้ การเมืองการปกครองของชาติตะวันตกและการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมจีน ( อ่าน 1420 ครั้ง ) บันทึกหน้านี้

Post By : aotloveza

รูปของสมาชิก aotloveza
ระดับ : ผู้ดูแลเว็บบอร์ด
IP : 10.0.3.xxx
กระทู้ : 113 โพส
พลังน้ำใจ : 12
ออฟไลน์ ออฟไลน์
ค่าพลังชีวิต : 2.01%
HP member status
ค่าประสบการณ์ : 100%
member status

ข้อมูลสมาชิกของ
::: เมื่อ : ศุกร์ 24 เดือน กันยายน ..2553 10:47:49 ::: กระทู้ : คะแนน ::: อ่านแล้ว : 1420 ครั้ง :::
Quote Topic Save Topic No Use Topic

  •  
    สรุปแนวคิดและการพัฒนาประชาธิปไตย 
    ความหมายประชาธิปไตย
    -              ประชาธิปไตยตรงกับภาษาอังกฤษว่า Demoeracy ซึ่งมาจากภาษากรีกจากคำว่า Demos   ( ประชาชน ) กับ Kratos ( อำนาจหรืออธิปไตย ) เมื่อนำเอามารวมกันจึงหมายถึง การปกครองที่ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจ หรืออำนาจสูงสุดในการปกครองเป็นของประชาชน

    -                   ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา อับราฮัม  ลินคอล์น ให้ความหมายว่า เป็นการปกครองของประชาชนโดยประชาชนและเพื่อประชาชน

    -                   ประชาธิปไตยเกิดขึ้นครั้งแรกที่ประเทศกรีช นครรัฐเอเธนส์ เมื่อประมาณ 500  B.C เป็นประชาธิปไตยทางตรง เพราะพลเมืองชายทุกคนที่บรรลุนิติภาวะแล้ว เป็นผู้ใช้อำนาจในการปกครองออกกฎหมายหรือตัดสินปัญหาทุกอย่างร่วมกันโดยตรง แต่ปัจจุบันมักเป็นประชาธิปไตยโดยตัวแทน ( Representative - Demoeracy ) อังกฤษเป็นประเทศแม่แบบประชาธิปไตยสมัยใหม่

    นักคิดในระบอบประชาธิปไตยที่สำคัญ

    1.   จอห์น ลอด ( John loke  ค.ศ. 1632 – 1704 )

    -                   เป็นชาวอังกฤษ

    -                   งานเขียนทางการเมืองที่สำคัญ คือ ทฤษฎีการเมือง  2 เล่ม ( Two Treaties of   Governmon ) หรือ  สองนิพนธ์ว่าด้วยการปกครอง  แนวคิดที่สำคัญ .. มนุษย์มารวมกันทำสัญญา จัดตั้งรัฐบาล  รัฐบาลจึงเพียงเป็นผู้คอยปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนและมีอำนาจจำกัด ประชาชนจึงมีสิทธิ์ล้มล้างรัฐบาล เรียกคืนอำนาจที่มอบไว้ให้    รัฐบาลได้  ถ้ารัฐบาลขาดความยุติธรรม ไม่ปฏิบัติตามประชาชนมอบหมาย และขาดประสิทธิภาพ   หรือเป็นผู้ริเริ่มเสนอความคิดที่ว่า  อิสรภาพและเสรีภาพเป็นสิทธิมูลฐานของมนุษย์     

    -                   แนวคิดนี้มีอิทธิพลต่อระบอบประชาธิปไตยในอังกฤษ การต่อสู้ประกาศอิสระภาพในอเมริกา และการปฏิวัติในฝรั่งเศส

             2.   มองเตสกิเออ  ( Montesguier ค.ศ. 1689 – 1755 )

    -                   เป็นชาวฝรั่งเศส  งานเขียนทางการเมืองที่สำคัญ  คือ   The spirit of  laws  ( จิตวิญญาณทางการเมือง )  หรือ   

        ( เจตนารมณ์แห่งกฎหมาย )

    -                   สาระสำคัญ

    1.   รูปแบบการปกครองประเทศใดประเทศหนึ่งต้องสอดคล้องกับลักษณะภูมิประเทศ  ( ภูมิศาสตร์ ) 

    2.             ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช เหมาะสมสำหรับประเทศเมืองร้อนที่มีอาณาจักรขนาดใหญ่ประชากรไม่ตื่นตัวทางการเมือง  ส่วนประเทศในเมืองหนาวมีขนาดเล็กประชากรตื่นตัวทางการเมืองมาก การปกครองเป็นแบบประชาธิปไตย

    3.             ในการปกครองประเทศ หลักการแบ่งแยกอำนาจสำคัญที่สุด คือ อำนาจบริหาร อำนาจนิติบัญญัติ  อำนาจตุลาการ ต้องมีอิสระจากกัน ไม่มีอำนาจเหนือซึ่งกันและกัน

    -                   แนวคิดข้อ 3 ของมองเตสกิเออ ปัจจุบันประเทศในระบอบประชาธิปไตยเกือบทุกประเทศได้ยึดเอาไปปฏิบัติตามมองเตสกิเออ  ได้รับยกย่องว่า  “เจ้าทฤษฎีแห่งการแบ่งแยกอำนาจ”

    3.   วอลแตร์  ( Voltaire ค.ศ. 1694 – 1778 )

    -                   เป็นนักปราชญ์ชาวฝรั่งเศส มีนามจริงว่า ฟรองซัวส์    มารี  อารูเอต์ ( Francsis Marie Aras )

    -                   งานเขียนของวอลแตร์  เน้นความมีอิสระของการแสดงออกซึ่งความคิดเห็น สนับสนุนการให้เสรีภาพในการนับถือศาสนา ต่อต้านความงมงายไร้เหตุผล เขาได้เขียนหนังสือเสียดสีสังคม   และการมีอภิสิทธิ์ของกษัตริย์และขุนนาง ความสำคัญของวอลแตร์ อยู่ที่การเผยแพร่ เสรีภาพในความคิดและประนามกดขี่  เขาจึงได้รับการวิจารณ์ว่าเป็นนักคิดที่ยิ่งใหญ่แต่ไม่มีทฤษฎีการเมืองที่แน่นอน

    4.  ชอง ชาคส์  รุสโซ (  Jean Jacques Rousseari ค.ศ.  1712 – 1778 )

    -                   เป็นชาวฝรั่งเศส

    -                   ผลงานการเขียนที่สำคัญคือ สัญญาประชาคม ( The Social Contract )  

    -                   ความคิดเกี่ยวกับการเมืองของรุสโซ   “รัฐบาลเกิดจากความนิยมและการเข้าร่วมของประชาชน  รัฐบาลจึงมีพันธสัญญาทางสังคมที่จะต้องปกครองประเทศประชาชนให้ได้รับความสุข  ถ้าปกครองอย่างเลวร้าย ประชาชนมีสิทธิจะล้มล้างรัฐบาล และจะจัดตั้งรัฐบาลที่ดีกว่าขึ้นมาแทน”

    -                   รุสโซ  ได้รับการยกย่องว่า    “เจ้าทฤษฏีแห่งอำนาจอธิปไตยของประชาชน”

    -                   ความคิดของรุสโซมีอิทธิพลต่อการปฏิวัติในฝรั่งเศส ใน ค.ศ. 1789 และคำขวัญของการปฏิวัติฝรั่งเศสที่ว่า    เสรีภาพ  เสมอภาค  ภราดรภาพ   ก็นำมาจากหนังสือของรุสโซ
                                                                                           พัฒนาประชาธิปไตยของอังกฤษ
    -                   การเปลี่ยนแปลงอำนาจการปกครองของอังกฤษมีลักษณะค่อย ๆ เป็นค่อย ๆ ไป

    -                   ปี  ค.ศ. 1215  ขุนนางได้ร่วมกันต่อต้านการปกครองอันกดขี่ของพระเจ้า  จอห์นที่  5 โดยให้ยอมรับในกฎบัตร แมกนา  คาร์ตา ( Magna  Carta )  โดยจำกัดอำนาจอันมิควรให้หมดไป ทำให้ฐานะของกษัตริย์ไม่ทรงอยู่เหนือการเมืองอีกต่อไป แมกนา คาร์ตา จึงถือว่าเป็นการวางรากฐานรัฐธรรมนูญของอังกฤษ และเป็นก้าวแรกในการจัดตั้งสภาขุนนางและสภาสามัญ  ซึ่งร่วมกันเรียกว่า  รัฐสภา

    -                    กษัตริย์องค์ต่อๆ มาก็พยายามละเมิด แมกนา คาร์ตา ส่วนสภาก็พยายามต่อต้านการใช้อำนาจของกษัตริย์  จนนำไปสู่สงครามกลางเมือง  ในปี  ค.ศ. 1640 – 1649   พระเจ้าชาร์ลส์ที่  1  ถูกสำเร็จโทษระบอบการปกครองเปลี่ยนมาเป็นแบบสาธารณรัฐ  ภายใต้การนำของโอลิเวอร์ ครอมเวลล์

    -                   หลังปี  ค.ศ 1660  อังกฤษได้รื้อฟื้นระบอบกษัตริย์ขึ้นมาอีกครั้งในสมัยพระเจ้าชาร์ลส์ที่  2   ค.ศ. 1660 – 1665

    -                    สมัยพระเจ้าเจมส์ที่  2  ต้องทรงสละราชสมบัติและเสด็จหนีออกนอกราชอาณาจักร  เหตุการณ์ดังกล่าวเรียกว่า              การปฏิวัติอันรุ่งโรจน์  ( The Glouicus Revolution )  เพราะปราศจากการนองเลือด  อันเป็นผลให้ระบอบ      สมบูรณาญาสิทธิราชสิ้นสุดลงอย่างถาวร

    -                   ค.ศ. 1689  ได้สถาปนาพระเจ้าวิลเลี่ยมที่ 3 และพระนางแม่รี่ที่ 2 เป็นกษัตริย์ร่วมกัน รัฐสภาได้ผ่านร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยสิทธิ ( Bill of Right )  โดยมีสาระสำคัญพอสรุปได้ดังนี้

    1.             กษัตริย์ไม่มีอำนาจใด ๆ ที่จะเลิกกฎหมาย ตั้งศาลพิเศษ จัดตั้งกองทัพเรือเก็บภาษีอากร  โดยปราศจากความเห็นชอบจากรัฐสภา

    2.             รัฐสภาต้องมีสมัยประชุมอย่างน้อย  ปีละครั้ง และสมาชิกมีสิทธิอภิปรายได้อย่างเสรี

    3.             ราษฎรมีสิทธิ์ถวายฎีการ้องเรียนเพื่อขอความเป็นธรรมต่อกษัตริย์  โดยปราศจากความผิด  การตัดสินลงโทษผู้ต้องหา จะต้องไม่กระทำโดยปราศจากการพิจารณาไต่สวนหรือถูกลงโทษทรมานด้วยวิธีการอันโหดร้ายต่าง ๆ

    -                   หลังจากนั้นมารัฐสภากลายเป็นสถาบันทางการเมืองที่มีอำนาจสูงสุด  พรรคการเมืองสำคัญคือ พรรคทอรี่   ( Tory ) และพรรคควิค ( Whig )  ต่อมาเป็นพรรคอนุรักษ์นิยมและพรรคเสรีนิยมตามลำดับ

    -                   ค.ศ.  1832 – 1867  ประกาศใช้พระราชบัญญัติปฏิรูปรัฐสภา  ขยายสิทธิการเลือกตั้งให้เป็นของสามัญชนมากขึ้น  สภาสามัญจึงมีอำนาจมากขึ้นจนถึงปัจจุบัน  ซึ่งถูกต้องตามหลักการปกครองระบอบประชาธิปไตย
                                                                                          พัฒนาประชาธิปไตยในสหรัฐอเมริกา
    -                   เดิมทีเดียวดินแดนของสหรัฐอเมริกามี  13  รัฐ  เป็นอาณานิคมของอังกฤษ  อังกฤษจะส่งข้าหลวงในนามตัวแทนพระมหากษัตริย์และรัฐบาลอังกฤษมาปกครอง  จากการที่อังกฤษตักตวงประโยชน์จากอาณานิคมด้วยการเก็บภาษีและควบคุมการค้าของชาวอาณานิคม  ทำให้ชาวอาณานิคมไม่พอใจ  เรียกร้องให้มีตัวแทนของตนในรัฐสภาอังกฤษ แต่อังกฤษปฏิเสธ  จึงเป็นสาเหตุของการประกาศสงครามอิสระภาพระหว่างปี ค.ศ. 1776 – 1783 

    -                   หลังประกาศอิสรภาพได้มีการร่างรัฐธรรมนูญขึ้น  โดยเลียนแบบการปกครองของอังกฤษ  และหลักการแบ่งแยกอำนาจของมองเตสกิเออ  ดังนั้นสหรัฐอเมริกาจึงมีรูปแบบการปกครองสหพันธรัฐประชาธิปไตย  โดยมีประธานอธิบดีเป็นประธานาธิบดีเป็นประมุขและหัวหน้าฝ่ายบริหาร โดยได้รับเลือกตั้งมาจากประชาชนโดยตรง  แยกอำนาจเป็น  3  ฝ่าย คือ  ฝ่ายบริหาร  ฝ่ายนิติบัญญัติ  และฝ่ายตุลาการ  แต่ละฝ่ายเป็นอิสระ  โดยยึดหลักการคานอำนาจซึ่งกันและกัน

    -                   รัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริการถือได้ว่าเป็นรัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษรที่เก่าแก่ที่สุดในโลก  และเป็นแม่แบบของการปกครองแบสหพันธรัฐประชาธิปไตยที่ประเทศต่าง ๆ ถือเอาเป็นแบบอย่าง

    -                   สมัยประธานาธิบดี  โทมัส  เจฟเฟอร์สัน ( 1801 – 1809 ) และประธานาธิบดี  แอนดรู  แจคสัน ( 1829 – 1837 ) ประชาธิปไตยของสหรัฐอเมริกาก้าวหน้ายิ่งขึ้น  มีการจำกัดระบบผูกขาดอำนาจและสิทธิพิเศษต่าง ๆ ส่งเสริมเสรีภาพ   ความเสมอภาค

    -                   สมัยประธานาธิบดีอับราฮัม  ลินคอล์น  ได้ยกเลิกทาส  ให้สิทธิความเสมอภาคแก่พลเมืองโดยไม่จำกัดสีผิว  ระบอบประชาธิปไตยของสหรัฐอเมริกาได้พัฒนาเป็นลำดับ  ปัจจุบันถือว่าได้ว่าสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่มีระบอบประชาธิปไตยมั่นคงที่สุดของโลก
                                                                                                   พัฒนาประชาธิปไตยในฝรั่งเศส
    -                   ในระหว่างคริสต์ตวรรษที่  15 – 17  สถาบันกษัตริย์ในฝรั่งเศสมากที่สุด  โดยเฉพาะสมัยพระเจ้า หลุยส์ที่  14               ( Louis  xiv  1643 – 1715 )

    -                   ภายใต้อำนาจของพระมหากษัตริย์อันมากมาย  ฝรั่งเศสมีรัฐสภาทำหน้าที่คล้ายรัฐสภาอังกฤษ  คอยช่วยบริหารประเทศ  เรียกว่าสภาฐานันดร ( Estates General )  ประกอบด้วยสมาชิก  3 ฐานันดร คือ

                  ฐานันดรที่  1  ได้แก่  พระ

                  ฐานันดรที่  2   ได้แก่  ขุนนาง และ เจ้า

                  ฐานันดรที่  3   ได้แก่  สามัญชน   

    ( ฐานันดรที่  1 และ  2  จัดเป็นชนชั้นอภิสิทธิ์ )

    -                   ปกติสภาฐานันดรจะประชุมก็ต่อเมื่อกษัตริย์มีพระประสงค์  จึงถือว่ากษัตริย์มีบทบาททางการเมืองมาก

    -                   สภาฐานันดรของฝรั่งเศส ไม่ถือเป็นตัวแทนของปวงชนได้ เพราะชนชั้นอภิสิทธิ์ ( ฐานันดรที่1และ 2 )  สามารถคุมเสียงข้างมากในสภา  จึงรักษาผลประโยชน์ของตนตลอดมา  ทั้งนี้เพราะการนับคะแนนเสียงจะถือว่าแต่ละฐานันดรมีคะแนนเสียง   1  เสียง ข้อเรียกร้องของประชาชนจึงถูกปฏิเสธตลอดมา

    -                   ชนชั้นอภิสิทธิ์และกษัตริย์ต่างพยายามรักษาอำนาจและผลประโยชน์ของตนเอาไว้  ทำให้สามัญชนไม่พอใจจึงนำไปสู่การปฏิวัติ  ค.ศ.  1789  การปฏิวัติครั้งนี้เป็นไปอย่างรุนแรง  สูญเสียเลือดเนื้อประชาชนเป็นจำนวนมาก

    -                   ฝรั่งเศสหลังปี  ค.ศ.  1789  แม้จะเปลี่ยนรูปแบบการปกครองโดยพระมหากษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรรมณูญ  สิทธิของพระและขุนนางถูกล้มล้าง มีการเลือกตั้ง มีรัฐธรรมณูญ  จัดตั้งรัฐสภา  แต่ประชาธิปไตยของฝรั่งเศสยังไม่มั่นคง

    -                   หลังปี  ค.ศ.  1870  ฝรั่งเศสปกครองโดยระบอบสาธารณรัฐตลอดมา

    -                   ประชาธิปไตยของฝรั่งเศสได้พัฒนามั่นคงมากยิ่งขึ้นในสมัยสาธารณรัฐ ที่ 3 ( ค.ศ. 1870 - 1944 )  และสาธารณรัฐที่ 4        ( ค.ศ.  1944 - 1958 )  แต่รัฐบาลไม่มั่นคง  มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลบ่อย ๆ  

    -                   สมัยสาธารณรัฐที่ 5  ( ค.ศ. 1958 - ปัจจุบัน )  มีการแก้ไขรัฐธรรมณูญฉบับที่ 1958  ให้ประธานาธิบดีมีอนาจและสิทธิมากขึ้นในการยุบสภา  ทั้งนี้เพื่อให้รัฐบาลมั่นคง  

    -                   ปัจจุบันถือได้ว่า  ระบอบประชาธิปไตยแบบกึ่งประธานาธิบดีและกึ่งรัฐสภาของฝรั่งเศสมีประสิทธิภาพมากขึ้น
                                                                                               พัฒนาประชาธิปไตยของไทย
    -                   จากการแผ่อิทธิพลของมหาอำนาจตะวันตกตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 เป็นต้นมา เป็นผลให้ไทยต้องปรับปรุงประเทศให้ทันสมัย

    -                   สมัยรัชกาลที่  5  ได้มีพระบรมวงศานุวงศ์และขุนนางรุ่นเก่าที่เคยไปศึกษาในประเทศตะวันตก  ได้ทำหนังสือทูลเกล้า ฯ  ขอพระราชธรรมนูญเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2427  แต่รัชกาลที่  5  ทรงเห็นว่าไทยยังไม่พร้อมที่จะปกครองแบบ รัฐสภา  เพราะประชาชนขาดความรู้ในระบอบดังกล่าว

    -                   รัชกาลที่ 6 ทรงสร้างนครจำลองขึ้นชื่อ  ดุสิตธานี  เพื่อทดลองการปกครองระบอบประชาธิปไตย

    -                   ระหว่างรัชกาลที่ 5 – รัชกาลที่ 6 มีปัญญาชนสำคัญที่ได้เขียนบทความเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองได้แก่  

    เทียนวรรณ  ( ต.ว.ส. วัณณาโก, ก.ส.ร. กุหลาบ ( กุหลาบ  สายประดิษฐ์ )

    -                   รัชกาลที่  7  ทรงมีพระราชดำริที่จะเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อถึงเวลาอันควร  แต่เกิดมีการยึดอำนาจเสียก่อนโดย    คณะราษฎร ในวันที่ 24 มิถุนายน 2475 รัชกาลที่ 7 ทรงยอมรับเป็นพระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ 

    -                   ในระยะแรกของการปกครองระบอบประชาธิปไตยของไทย  มีอุปสรรคมากมาย และเกิดความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกับพระราชบัญญัติจัดการป้องกันรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2476 ที่ตราขึ้นเพื่อป้องกันมิให้ผู้ใดแสดงความคิดเห็นขัดแย้งกับรัฐบาล  เป็นผลให้รัชกาลที่ 7 ทรงตัดสินพระทัยสละราชสมบัติ ในวันที่ 2   มีนาคม  2477
                                                                                          อุปสรรคการพัฒนาประชาธิปไตยของไทย
    1.             ประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจอุดมการณ์และความสำคัญของระบอบประชาธิปไตย

    2.             ประชาชนส่วนใหญ่มีฐานะยากจน  จึงขาดความกระตือรือร้นในทางการเมือง  และถูกซื้ออิทธิขายเสียงได้ง่ายด้วยเงินหรือปัจจัยต่าง ๆ

    3.             การปฏิวัติรัฐประหารบ่อย ๆ ทำให้ประชาชนเบื่อหน่ายและทำให้การพัฒนาประชาธิปไตยขาดความต่อเนื่อง

    4.             การทำตัวของนักการเมืองเองที่ทำให้ประชาชนขาดศรัทธา  เช่น  แย่งตำแหน่งทางการเมือง  แสวงหาผลประโยชน์แก่ตน  พรรคมากกว่าเพื่อประชาชน  ไม่มีอุดมการณ์ ขาดความจริงใจต่อประชาชน

    5.             การให้การศึกษาแก่ประชาชนในทางการเมืองของสื่อมวลชนและเจ้าหน้าที่ของรัฐยังมีน้อย
                                                                                            การเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรมจีน
    1.  สมัยก่อนประวัติศาสตร์  1.1  สมัยหินเก่า      -  พบโครงสร้างกระดูกมนุษย์ปักกิ่ง

                                                 1.2  สมัยหินใหม่      -   บริเวณกลุ่มแม่น้ำฮวงโห - วัฒนธรรมยางเชา - วัฒนธรรมลุงชาน

    2.  สมัยประวัติศาสตร์  ประวัติศาสตร์จีนแบ่งเป็นราชวงศ์ต่าง ๆ ดังนี้

              2.1   ราชวงศ์ชาง                   เป็นสังคมเกษตรกรรม  บูชาเทพ

    2.2   ราชวงศ์โจวหรือจิว    - กษัตริย์เรียกตนเองว่าโอรสของสวรรค์  ( Son of  Heaven )

       ขึ้นปกครองโดยได้รับอาณัติจากสวรรค์เป็นนครรัฐ  

    - มีนักปราชญ์  ที่สำคัญคือ  ขงจื้อและเป่าจื้อ 

    2.3   ราชวงศ์จิ่นหรือฉิน   -จีนเริ่มเป็นจักรวรรดิ  กษัตริย์ที่มีชื่อเสียงมาก  คือพระเจ้าชิวั่งตีหรือจิ๋นซีฮ่องเต้   

    - เป็นสมัยที่มีการบังคับใช้ภาษาเขียน มาตราชั่ง ตวงวัด เหรียญกษาปณ์เหมือนกัน  

      ทั่วประเทศ

               2.4   ราชวงศ์ฮั่น              - เอาปรัชญาขงจื้อมาเป็นหลักในการปกครองประเทศอยู่ในสังคมด้วยความมี

      ระเบียบวินัย นับถือผู้ที่มีอายุมากกว่า   

    - ตั้งโรงเรียนเพื่อเตรียมตัวผู้จะเข้ารับราชการ   

    -  การสอบ จอหวน       ( สอบเข้าราชการ ) 

    2.5  ราชวงศ์สุย                   -  ขุดคลองเพื่อการคมนาคม

              2.6  ราชวงศ์ถัง                                  - ยุคทองของวัฒนธรรมจีน   

    - รับวัฒนธรรมต่างชาติเข้ามาในจีนเช่น  ศาสนาพุทธเจริญรุ่งเรืองสูงสุด  ศาสนา

       คริสต์ ยิว อิสลาม   มีการเผยแผ่วัฒนธรรมไปยังดินแดนใกล้เคียง  ปลายราชวงศ์ 

       พระพุทธศาสนาเกิดขัดแย้งกับลัทธิ  เต๋า และขงจื้อ

                2.7  ราชวงศ์ซ้องหรือสู้ง    -  ฟื้นฟูลัทธิขงจื้อ                             - มีการรักษาโรคด้วยวิธีฝังเข็ม  

    - ใช้เข็มทิศช่วยในการเดินทาง        - ประดิษฐ์แท่นพิมพ์ตัวหนังสือ 

    -  เกิดประเพณีมัดเท้าสตรี

    2.8  ราชวงศ์หงวน              - เป็นราชวงศ์ของเผ่ามองโกล ที่เร่ร่อนกระจัดกระจายอยู่ทางตอนเหนือของจีน  มีความสามารถทางการรบ ใช้ชาวมองโกลแต่งงานกับผู้หญิงชาวจีน   เข้ามาปกครองจีนและวัฒนธรรมจีน  จีนเจริญมากมีชาวต่างประเทศเข้ามารับราชการในสำนักจำนวนมาก  เขียนแผนที่เส้นทางสายไหมจากจีนไปยุโรป

                                                   - มาร์โคโปโล  ชาวอิตาเลียนได้บันทึกเรื่องราวในจีนทำให้ชาวยุโรปสนใจเดินทางมาจีน

               2.9   ราชวงศ์หมิง            -  เป็นราชวงศ์ที่สร้างจักรวรรดิจีน โดยการขับไล่พวกมองโกลออกไป

               2.10  ราชวงศ์ชิงหรือเซ็ง  - เป็นราชวงศ์สุดท้ายก่อนจะสถาปนาระบบสาธารณรัฐ  

    -  ห้ามนำสตรีเข้าเป็นนางห้ามในวัง   

    - ให้ชาวจีนไว้ผมยาวหางเปียใส่เสื้อแบบแมนจู  

    - สตรีจีนไม่ต้องรัดข้อเท้า

    ศิลปวัฒนธรรมจีนประเภทต่าง ๆ

    1.    จิตรกรรม     -   การเขียนภาพ และแกะสลัก  ( ราชวงศ์ฮั่น )  เป็นภาพสัตว์นิยมวาดในผ้าไหมเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา  ราชวงศ์ถัง มีการใช้พู่กัน, สี,กระดาษ,ผ้า  จิตรกรรมที่มีชื่อเสียงคือ ทวู่  เต้าจือ  วาดภาพเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาตามผนังและบนผ้าไหม   ราชซ้อง  ภาพวาดเป็นมนุษย์กับธรรมชาติ  ดอกไม้  ปลาเงิน ปลาทอง

    2.     ประติมากรรม    -   ประติมากรรมที่เก่าแก่คือ  เครื่องปั้นดินเผา  สีแดง  ดำ ขาว   ราชวงศ์ชาง  มีการแกะสลักงาช้าง  หินอ่อน หยก  ( ชาวจีนเชื่อว่าศักดิ์สิทธิ์ )  ภาชชนะ  3  ขาเรียกว่า  หลีติง  ( Li  Timg )  ราชวงศ์ฮั่น  มีการทำคันฉ่อง  หรือแผ่นโลหะรูปกระจก  เครื่องเคลือบดินเผาสีที่นิยมคือสีเขียวไข่กา  พระพุทธศาสนาที่มีบทบาทสำคัญในการสร้างงานประติมากรรมของจีน  ราชวงศ์ถัง  มีการหล่อสำริด  แกะสลักพระพุทธรูปหินที่สวยงาม  แสดงให้เห็นถึงการผสมผสานระหว่างศิลปะของอินเดียและจีนได้อย่างดี

    3.    สถาปัตยกรรม   -  กำแพงเมืองจีน  ( ราชวงศ์จิ๋น ) เพื่อป้องกันการรุกรานของพวกเลี้ยงสัตว์จากทางตอนเหนือ   ราชวงศ์ หงวน  มีการสร้างเมืองปักกิ่ง  ( การวางผังเมือง )    ราชวงศ์หมิง     สร้างพระราชวังปักกิ่ง  ( พระราชวังขนาดใหญ่มี  3  หลัง  )

    4.  วรรณกรรมและปรัชญา   -  วรรณกรรมและปรัชญาของจีนเจริญในสมัยราชวงศ์โจว  โดยมีผลงานของนักปราชญ์ที่สำคัญคือ

    4.1  ขงจื้อ      -    หลักธรรม  5  ประการ

    -  ตำรับขงจื้อ  ( ประกอบด้วยหนังสือ  5  เล่ม )

    -  หลักธรรมขงจื้อเป็นแนวอนุรักษ์นิยมเป็นหลักปราชญาในการดำรงชีวิตในสังคมมากกว่าศาสนา

    4.2  เล่าจื้อ   -   คำสอน  คือ  ลัทธิเต๋า  แตกต่างจากขงจื้อ  

    -  มุ่งให้สอดคล้องกับธรรมชาติมุ่งสู่ความสงบ  ตัดกิเลสตัณหา

    4.3  ซือหม่าเฉียน  -  นักประวัติศาสตร์ จีน

    วรรณกรรม   -  สามก๊ก, ไซอิ้ว, ความฝันในหอแดง  ( หงโหลวเมิ่ง )  
                            
    ฟรีเว็บบอร์ด โดย ICHAT เว็บไซต์ให้บริการสร้างเว็บบอร์ด ฟอรั่ม กระดานสนทนา กระดานถามตอบ กระดานบอร์ด เว็บไซต์รุ่น เว็บไซต์ส่วนตัว ที่เป็นมากกว่าคำว่า FREE !!
    เวลาบน Server : อังคาร 29 เดือน กรกฏาคม 2557 21:45:14 ; โหลดหน้านี้ : 1.9899 วินาที แต่งรูปจีนโดยโปรแกรมจีน